Home/Blog / 9 ปัญหาการเดินสายไฟฟ้าที่พบได้บ่อย มีอะไรบ้าง และมีวิธีแก้ไขอย่างไร

9 ปัญหาการเดินสายไฟฟ้าที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง

หลายๆครั้งปัญหาไฟบ้าน ไฟฟ้าสำนักงาน หรือแม้แต่ในโรงงานอาจไม่ได้เกิดจากตัวอุปกรณ์ แต่อาจเกิดจากจุดเริ่มต้นเช่นการติดตั้ง การเดินสายไฟฟ้าที่ไม่ถูกต้องตามหลักมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยและประหยัดงบในระยะยาว ลองเช็กระบบไฟใกล้ตัวคุณดูว่ามี 9 ข้อด้านล่างแอบซ่อนอยู่หรือไม่

1. ท่อร้อยสายไฟโลหะมีความร้อนสูงผิดปกติ

ปัญหานี้มักเกิดจากการเดินสายไฟในท่อเดียวกันไม่ครบทุกเส้นของวงจร ต้องมีทั้งสายไฟ(Phase) สายนิวตรอน(Neutral) และสายดิน(Ground) เมื่อกระแสไหลไม่ครบชุด จะทำให้เกิดแรงแม่เหล็กเหนี่ยวนำจนท่อเหล็กร้อนจัด ซึ่งอาจทำให้ฉนวนสายไฟละลายและเกิดไฟฟ้าลัดวงจรตามมาได้ การเดินสายไฟในท่อเหล็กจำเป็นต้องมีสายนิวตรอนและสายดินรวมอยู่ในท่อเดียวกันกับสายไฟของวงจรนั้นให้ครบถ้วน เพราะว่า

เพื่อป้องกันท่อเหล็กร้อนจัดจากการเหนี่ยวนำ (Induction)

เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสายไฟ จะเกิดเส้นแรงแม่เหล็กรอบๆ สายเส้นนั้น หากเราเดินสายไฟของวงจรเดียวกันไม่ครบทุกเส้น เช่น มีแค่สายไฟแต่ไม่มีนิวตรอน ผลรวมของเส้นแรงแม่เหล็กภายในท่อจะไม่เป็นศูนย์ เส้นแรงแม่เหล็กที่เหลืออยู่นี้จะไปเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลในตัวท่อเหล็กเอง ทำให้ท่อเหล็กเกิดความร้อนสูงผิดปกติ

ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจทำให้ฉนวนของสายไฟละลาย ชำรุด และนำไปสู่การเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในที่สุด

เพื่อรักษาสมดุลของค่าความต้านทาน (Impedance) การวางสายไฟเป็นกลุ่มที่ครบทั้งสายเฟส สายนิวตรอน และสายดิน จะช่วยให้ค่าความต้านทานทางแม่เหล็ก (Inductive Reactance) ของแต่ละกลุ่มสมดุลกัน หากจัดวางไม่ครบกลุ่ม จะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในแต่ละเส้นไม่เท่ากัน ซึ่งอาจส่งผลให้สายบางเส้นทำงานหนักเกินไป (Overload) จนพังเสียหายได้

เพื่อความปลอดภัยและการทำงานของอุปกรณ์ป้องกัน

การมีสายดิน(Ground) ในท่อโลหะ ช่วยให้ระบบมีความต่อเนื่องทางไฟฟ้า หากเกิดกรณีไฟรั่วลงในท่อหรืออุปกรณ์โลหะ กระแสที่รั่วจะสามารถไหลกลับไปครบวงจรได้สะดวก ทำให้อุปกรณ์ป้องกัน เช่น เบรกเกอร์ สามารถทำงานและตัดไฟได้ทันที หากไม่มีการเดินสายดินที่ถูกต้อง เมื่อไฟรั่วกระแสจะไหลได้น้อยเพราะความต้านทานสูง ทำให้เบรกเกอร์ไม่ตัดไฟ และเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อผู้ที่ไปสัมผัสท่อโลหะนั้น

สรุป การใส่สายให้ครบสายไฟ, สายนิวตรอน, และสายเดิน ในท่อเหล็กเหมือนการทำให้พลังงานแม่เหล็กหักล้างกันเองพอดี ไม่ให้ไปสะสมจนท่อร้อนจนละลาย และเพื่อให้แน่ใจว่าถ้ามีไฟรั่ว ระบบความปลอดภัยจะทำงานตัดไฟได้ทันที

2. การจัดวางสายไฟที่ไม่เป็นระเบียบทำให้สายร้อนเกินไป

เมื่อต้องเดินสายไฟชุดใหญ่ๆ เช่น เดินสายไฟจากหม้อแปลงเข้าอาคาร หากวางสายไม่สลับเฟสให้ถูกต้อง หรือสายแต่ละเส้นยาวไม่เท่ากัน จะทำให้กระแสไฟไหลในแต่ละเส้นไม่เท่ากันผลคือสายเส้นที่รับภาระหนักจะร้อนจัดจนฉนวนชำรุด แม้ว่าภาพรวมเราจะใช้ไฟไม่เกินขนาดก็ตาม 

ทำไมสายไฟถึงร้อน ? 

  1. กระแสไฟที่ไหลผ่าน ยิ่งกระแสมาก ยิ่งร้อนมาก
  2. การระบายความร้อน ถ้าไม่สามารถระบายความร้อน ความร้อนก็จะถูกสะสมไว้

การเดินสายซ้อนกันหลายชั้น

เมื่อเดินสายซ้อนกันหลายชั้น สายที่อยู่ในสุด ไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ ทำให้ฉนวนสายชั้นในละลายหรือเปราะแตกได้, สายชั้นในแบกกระแสเกินขีดจำกัดทางความร้อน แม้กระแสรวมยังไม่เกินเบรกเกอร์, และทำให้อายุการใช้งานของสายสั้นลง

การจัดสายเฟสเดียวกันไม่เรียงกลุ่ม กระจัดกระจาย

เมื่อกระแสไฟไหลในสาย จะเกิดสนามแม่เหล็กรอบสาย เมื่อวางสายครบวงจร(L+N) ไว้ใกล้กัน สนามแม่เหล็กจะหักล้างกันจนเป็นศูนย์ แต่ถ้าวางกระจัดกระจาย สนามแม่เหล็กจะรบกวนซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความร้อนและทำให้กระแสแต่ละเส้นไม่เท่ากัน ทำให้สายบางเส้นรับกระแสมากกว่าเส้นอื่นในเฟสเดียวกัน สายเส้นนั้นร้อนเกินขีดจำกัดและเสียหายก่อน เหมือนกับกรณีท่อโลหะร้อน

3. การใช้สายไฟชนิด XLPE ผิดวิธี

สาย XLPE ทนความร้อนได้สูงถึง 90°C และแข็งแรงกว่าสายทั่วไป แต่มีข้อควรระวังคือ เมื่อความร้อนส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ ความร้อนจากสายอาจทำให้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่เสียหายได้เนื่องจากอุปกรณ์ไม่สามารถทนความร้อนได้สูง

เช่น การต่อสายเข้าเบรกเกอร์โดยตรง ทำให้เบรกเกอร์เสียหายได้ จึงควรต่อเข้ากับบัสบาร์ก่อนเพื่อระบายความร้อน และหากเดินสาย XLPE ในท่อพลาสติก PVC หรือเดินรวมกับสายทั่วไป ความร้อนจากสาย XLPE อาจทำให้ท่ออ่อนตัวหรือฉนวนของสายข้างเคียงละลายได้

4. การบรรจุสายไฟในท่อหรือรางมากเกินไป

การอัดสายไฟลงในท่อหรือรางเดินสายจนแน่นเกินไป จะทำให้การระบายความร้อนทำได้ยาก แม้จะใช้ไฟปกติแต่สายก็อาจร้อนจนเกินขีดจำกัดได้ นอกจากนี้ตอนติดตั้งอาจต้องใช้แรงดึงมากจนฉนวนสายไฟถลอกหรือชำรุด

การวางสายในรางเดินสาย (Wireways) 

หากเดินสายในราง Wireways เกิน 30 เส้น ต้องลดกระแสไฟฟ้าลงตามมาตรฐาน วสท. 2564 ผลรวมพื้นที่หน้าตัดของสายไฟทั้งหมดรวมฉนวน ต้องไม่เกิน 20% ของพื้นที่หน้าตัดภายในราง เมื่อสายไฟที่มีกระแสไหล (Current-Carrying Conductors) เกิน 30 เส้น ต้องใช้ตารางตัวคูณลดพิกัด สายดิน,สายนิวตรอนที่ไม่มีกระแสไหลต่อเนื่องไม่ต้องมารวมคำนวน 

หากสายไฟเยอะ ควรเลือกใช้รางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้ระบายความร้อนได้ดีตามมาตรฐานติดตั้ง

มาตรฐาน วสท. 2564 กำหนดว่า ถ้าสายที่มีกระแสไหลรวมกันเกิน 30 เส้น ต้องคูณตัวลดค่ากระแสตามตารางดังนี้

จำนวนวงจรตัวคูณลดกระแสความหมาย
1 วงจร1ใช้ได้ 100%
3 วงจร0.70ใช้ได้ 70%
6 วงจร0.57ใช้ได้ 57%
10-12 วงจร045ใช้ได้ 45%

5. การต่อสายไฟภายในท่อร้อยสาย

“ห้ามต่อสายไฟภายในท่อโดยเด็ดขาด!” เป็นข้อกำหนดมาตรฐานกาใช้กับท่อทุกชนิด ต่อสายต้องทำในกล่องต่อสายเท่านั้น เพราะจุดต่อที่พันเทปไว้อาจหลุดหรือชำรุดจากการลากสาย ทำให้เกิดไฟรั่ว,ไฟดับ, หรือไฟกระพริบ ซึ่งหาจุดซ่อมแซมได้ยากมาก

6. ระบบสายดินขาดความต่อเนื่อง

ท่อโลหะหรือรางเหล็กที่ใช้เดินสายไฟต้องเชื่อมต่อถึงกันทางไฟฟ้าและต่อลงดิน หากจุดต่อระหว่างท่อหลวมหรือทาสีทับจนไฟเดินไม่สะดวก เมื่อเกิดไฟรั่วอุปกรณ์ป้องกัน เช่น เบรกเกอร์ จะไม่ทำงาน ทำให้เกิดอันตรายต่อคนที่ไปสัมผัสท่อเหล่านั้น

7. การใช้ท่อโลหะอ่อนที่ผิดมาตรฐาน

ท่อโลหะอ่อน, ท่อกระดูกงู, หรือท่อเฟล็กซ์โลหะอ่อน มีไว้เพื่อต่อเข้าเครื่องไฟฟ้าในระยะสั้น ๆ ไม่ควรยาวเกิน 2 เมตร และห้ามใช้เดินสายยาว ๆ แทนท่อแข็ง นอกจากนี้การใช้ข้อต่อผิดประเภทจะทำให้ท่อหลุดจากกล่อง ส่งผลให้ระบบสายดินขาดตอนได้

8. จุดต่อสายหลวมหรือใช้เครื่องมือไม่เหมาะสม

จุดเชื่อมต่อไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการขันน็อตในตู้ไฟหรือการต่อสายเข้ามอเตอร์ ต้องขันให้แน่นตามค่าที่กำหนด(Torque) หากขันหลวมเกินไปจะเกิดความร้อนสูงที่จุดสัมผัส ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเพลิงไหม้

9. ขนาดสายไฟเล็กกว่าเบรกเกอร์

สายไฟต้องสามารถทนกระแสได้มากกว่าขนาดของตัวป้องกัน หากสายไฟเล็กเกินไป เมื่อมีการใช้ไฟเกิน เบรกเกอร์จะไม่ตัดไฟแต่สายไฟจะร้อนจัดจนไหม้แทน

อ้างอิง

คู่มือการติดตั้งระบบไฟฟ้าอย่างมืออาชีพ


ติดต่อสอบถาม ปรึกษาปัญหาระบบไฟฟ้า โทร 089-897-4119